วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วันที่อาจานไม่อยู่ :) 5555+

วันนี้อาจานเฟรซ ไม่มาสอนคะ

หนูเสียใจจังเลย .. อดเห็นหน้าอาจาน

แต่ไม่เปนไรคะ หนูจะอดใจรอเจออาทิตย์หน้านะคะ 555

^____________^


*ขอให้อาจานหายป่วยไวไวนะคะ!

รีบๆ กลับมาสอน สู้ ๆ คะอาจาน

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Culture

....ครั้งนี้เรียนเนื้อหาค่อนข้างเยอะคะอาจาน

แต่ก้อสนุกดีคะ! :)

เสียดายมากกกกก ๆ ๆ คะอาจานเฟรซ
เพราะเรียนแปปเดียวเอง.. 5555555
หนูพูดจิงนะคะ!!! 555555
เพราะว่า อาจานปล่อยให้พวกเราไปดูงาน BU Society* ของพี่ ๆ ปี 4 คะ
มีน้อง ๆ สนใจภาค IBM ค่อนข้างเยอะ รึป่าว..??
แต่ปีหน้า ถ้าหนูมีโอกาสได้จัดงาน
จะทำอย่างเต็มที่เลยคะ ^_______^
ไม่ให้ขายหน้าเลย..


อาจานเฟรซสอนถึง "วัฒนธรรม (Culture)"

อาจานถามขึ้นมาก่อนเลยคะ ว่า..
วัฒนธรรม หมายถึงอะไร ???

วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตหรือการดำเนินชีวิตของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหมายรวมถึงความคิด ศิลปะ วรรณคดี ดนตรี ปรัชญา ศีลธรรม จรรยา ภาษา กฎหมาย ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและสิ่งต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งได้ถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อๆมา เป็นเรื่องของการเรียนรู้จากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง

มาจาก : http://www.school.net.th/library/create-web/10000/sociology/10000-7380.html

จากนั้นอาจานถามต่อว่า วัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ??
คำตอบ! ก้อคือ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา ยุคสมัย และความก้าวหน้าเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในสมัยนั้น ๆ

ผู้ที่เป็นตัวการทำให้วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลง ก็คือ มนุษย์อย่างเรา ๆ นั่นเอง!


อาจานเฟรซให้พวกเรามองว่า ในประเทศทั่วโลก..ต่างก็มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง
โดยเกณฑ์สากลที่ใช้แบ่งวัฒนธรรม คือ ประเทศ!
แต่ละสังคมก็มีความคิด วัฒนธรรมต่างกันออกไป
สังคมหนึ่งก็มีวัฒนธรรมแบบหนึ่ง อีกสังคมหนึ่งก็มีวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่ง
ซึ่งการที่เราจะยอมรับวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ ได้
เป็นสิ่งไม่ยาก! เพียงแค่เราเปิดใจให้กว้าง และ ยอมรับมันเท่านั้นเอง*

:)



วัฒนธรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
  1. Choice
  2. Imposition
*Choice คือ วัฒนธรรมที่เราเป็นคนกำหนดเอง
*Imposition คือ วัฒนธรรมที่มีคนยัดเยียด หรือ เลือกให้


วัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไ้ด้ แยกออกเป็น 3 ประเภท
  1. Cultural Imperialism
  2. Creolization
  3. Cultural War
*Creolization หมายถึง การกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรม!

เช่น

*อันดับ 1 คือ ประเทศอเมริกา ทำโดยนำหนัง Hollywood เข้ามาในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจนเป็นที่รู้จัก ^^
*อันดับ 2 คือ ประเทศญี่ปุ่น เช่น การแต่งกายแบบ Cosplay ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นมาก
*อันดับ 3 คือ ประเทศเกาหลี เป็นการนำสื่อบันเทิงเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย และกำัลังเป็นที่ยอมรับมากกก..หนูก็เป็น 1 ในนั้นคะอาจานเฟรซ ไม่ว่าจะเป็น ซี่รีย์เกาหลี ดารา นักร้อง 55555+ KOREA FEVER

จากนั้น อาจานก็ให้จับกลุ่มคิดว่า!
ประเทศไทยเราจะใช้ิวิธี Creolization แบบใด ให้เป็นที่รู้จักของประเทศอื่น ??

กลุ่มหนูได้คิดว่า จะใช้วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับประเพณี วันสำคัญ และเทศกาลต่าง ๆ ของประเทศไทยเป็นที่ดึงดูดของชาวต่างชาติ เช่น เทศกาลสงกรานต์ วันลอยกระทง เป็นต้น โดยใช้กลยุทธ์การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทยในช่วงเทศกาล และ จะยิ่งทำให้ชาวต่างชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้นด้วย อีกทั้งยังรู้จักถึงวัฒนธรรมอันดีงามที่มีมาเก่าแก่ของไทย.. :)

องค์ประกอบของวัฒนธรรม
  1. ภาษา
  2. ศาสนา
  3. คุณค่าและทัศนคติ
  4. ประเพณี
  5. การศึกษา
  6. สถาบันทางสังคม
  7. รสนิยมทางศิลปะ
*ภาษา สิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารระหว่างกันด้วยการพูดและการเขียน แต่ละสังคมจะมีภาษาพูดและภาษาเขียนแตกต่างกันออกไป หรือแม้กระทั่งคนในสังคมเดียวกัน เชื้อชาติเดียวกันก็มีการใช้ภาษาที่แตกต่างกัน คนบางกลุ่มก็มีการสร้างภาษาขึ้นมาเอง มีการใช้และรู้ความหมายเฉพาะสมาชิกในกลุ่มเท่านั้น เช่น ภาษาของนักเล่นวิทยุสื่อสาร ภาษามือ เป็นต้น

*คุณค่าและทัศนคติ ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ที่มีผลต่อสังคม พฤติกรรม การกระทำ และปรากฎการณ์ทางสังคมว่าสิ่งใดดี หรือ สิ่งใดไม่ดี เรื่องใดถูก หรือ เรื่องใดผิด และอะไรคือสิ่งที่พึงปรารถนา หรือ ไม่พึงปรารถนา ค่านิยมหลัก ๆ ของสังคมจะมีการถ่ายทอดทั้งในคนรุ่นเดียวกัน และต่างรุ่นกันโดยใช้ระบบสัญลักษณ์ นอกจากจะเห็นค่านิยมของแต่ละสังคมจากพฤติกรรมและการกระทำของคนในสังคมแล้ว อาจเห็นค่านิยมของแต่ละสังคมที่สะท้อนออกมาในรูปของขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะ วรรณกรรม การแสดง และสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคมนั้น


มาจาก : http://www.huso.buu.ac.th/

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

IB321

วันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าห้องเรียนไม่สายคะ!


อาจานตื่นเต้นกับหนูมั๊ย ??
5555


... ^^ วันนี้อาจานก้อมุขเยอะอีกแล้วคะ


แต่ก้อดีค่า ทำให้หนูคลายเครียดไปได้ัตั้งเยอะ
กับ " มุกแป๊กกกก" ของอาจานเฟรซ :) 555


เริ่มเข้าสู้เนื้อหาคะอาจานเฟรซ

.
.


.

.


เรียนเกี่ยวกับ วงจรทางธุรกิจคะ
เมื่อคราวที่แล้วเริ่มจากวงจรทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด คือ
"
Globalization / International Business "


คราวนี้เรียนเกี่ยวกับ วงจรทางธุรกิจที่เล็กรองลงมา คือ
" Environments "


อาจานเฟรซเริ่มถามก่อนว่า
สภาพแวดล้อมภายนอก ( External Environment )
มีผลต่อการบริหารขององค์กรหรือไม่ ??




คำตอบก้อ คือ มีผลคะ! จากนั้น เพื่อน ๆ ก้อยกตัวอย่างขึ้นมา เช่น


- สภาพแวดล้อมภายนอกที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย การเมือง วัฒนธรรม เป็นต้น

แต่..มีเพื่อนบางคนตอบว่า ภูมิอากาศ และ ภูมิประเทศ


อาจานก็ได้อธิบายว่า ภูมิอากาศ และ ภูมิประเทศ มีส่วนที่ทำให้การบริหารขององค์กรมีความเปลี่ยนแปลงน้อย เพราะเป็นสิ่งที่สามารถคาดเดาได้ และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ


- สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ = หากบริษัทมีการบริหารที่ดี แต่สภาพแวดล้อมภายนอกต่าง ๆ ที่กล่าวมา..ไม่สอดคล้อง ก็จะทำให้บริาษัทย่ำแย่ได้
  • เศรษฐกิจ = วิกฤต Hamburger ของอเมริกา ซึ่งส่งผลต่อทั่วโลก
  • การเมือง = เช็คช่วยชาติ 2000 บาท เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย


International Business Environment จึงประกอบไปด้วย
  1. Politics and Law
  2. Economics
  3. Social and Culture
  4. Technology
ทั้ง 4 หัวข้อนี้เ็ป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุด เพราะ จะมีเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าที่เีรียกว่า " PEST Analysis "

จากนั้นอาจานเฟรซก้อถามว่า เรียกเป็นอย่างอื่นอีกได้มั๊ย

จิง ๆ หนูตอบได้นะคะ! แต่เพื่อนแย่งตอบไปก่อน 55555

เรียกได้อีกอย่างว่า
" STEP Analysis "




P (
Politics and Law)

นโยบายของรัฐถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อองค์กรไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
เพราะนโยบายของรัฐอาจจะส่งผลกระทบในการดำเนินงานในปัจจุบัน

เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลมีการกำหนดให้มีการพัฒนาทางด้าน IT
ดังนั้น.....ทางบริษัทจึงมีการพัฒนาผลิตโดยจะต้องผลิตสินค้าที่ใช้ Hight Technology เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสินค้า

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีส่วนช่วยบุคคล และองค์กร ให้องค์กรมีความเจริญก้าวหน้า และดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์กร และบุคคล ต่างแสดงหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยและดีที่สุดเพื่อนำมาใช้ไม่ว่าส่วนตัวหรือในองค์กร ทำให้ต้องเร่งผลิตสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ตามความต้องการและความพึงพอใจสูงสุด


มาจาก : http://gscmk0304.is.in.th/?md=content&ma=show&id=8


- Politics ประกอบไปด้วย
  1. ประชาธิปไตย หรือ เผด็จการ
  2. ความเสี่ยงทางการเืมือง
  3. กฎหมาย
- ประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองของรัฐซึ่งการบริหารอำนาจของรัฐมาจากเสียงข้างมากของประชากร

- เผด็จการ แยกออกเป็น
  • เผด็จการคอมมิวนิสต์ = ผู้นำมีอำนาจในการตัดสินใจ คือ รัฐบาล เช่น จีน พม่า เกาหลีเหนือ
  • เผด็จการศาสนา
  • เผด็จการอันเนื่องมาจากเผ่าพันธุ์ = ประเทศแทนซาเนีย ยูกานดา
  • เผด็จการขวาจัด = ประเทศเยอรมัน อิตาลี ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 1987 แต่ในปัจจุบันไม่มีแล้ว
*เผด็จการขวาจัด เป็นกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มอนุรักษ์นิยม หรือกลุ่มคติอนุรักษ์ (conservatism) ความหมายของคำว่าอนุรักษ์นิยมโดยทั่วไป หมายถึง ความยึดถือสิ่งดีงามในอดีต นัยทางปรัชญาการเมือง เปรียบ อนุรักษ์นิยม กับผู้ที่ทำหน้าที่ปกครองประเทศ โดยยึดถือในกฎเกณฑ์ ค่านิยม จารีตประเพณี ที่มีอยู่เดิมเป็นหลักในการปกครอง เป็นการคงไว้ซึ่ง วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมในอดีต ที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น

มาจาก : http://learners.in.th/blog/politic/31003

- ความเสี่ยงทางการเมือง คือ
  • ความเสี่ยงจากการโอนทรัพยากรต่าง ๆ คือ ธุรกรรมทางการเงินเกิดปัญหาไม่สามารถโอนเงินเข้าประเทศได้
  • ความเสี่ยงจากการดำเนินงาน
  • ความเสี่ยงจากอัตราส่วนความเป็นเจ้าของ
  • ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ทางการเมืองชั่วคราว
- กฎหมาย แยกออกเป็น

  • Common Law ระบบกฎหมาย ซึ่งพัฒนาขึ้นในประเทศอังกฤษ โดยศาลอังกฤษยุคต้นๆ จะเป็นผู้ชี้ว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้นตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีของท้องถิ่นมีไว้ว่าอย่างไร หรือกรณีที่ไม่มีจารีตประเพณีเช่นนั้นศาลอังกฤษก็จะเป็นผู้วางหลักเกณฑ์ขึ้นมาเอง ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้รับการยอมรับนับถือและนำมาใช้กับข้อพิพาทที่คล้ายกันที่เกิดขึ้นในภายหลัง ซึ่งศาลที่พิจารณาพิพากษาในคดีหลังๆ จำต้องยึดถือเอาตามคำพิพากษาที่ศาลอังกฤษได้วางหลักไว้แล้ว ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้รู้จักกันดีว่าเป็นการตัดสินโดยอาศัยบรรทัดฐานในคดีก่อน(Judge Made Law) ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของระบบกฎหมาย Common Law แม้แต่ในประเทศอเมริกาซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษก็ยอมรับเอาระบบกฎหมาย Common Law นี้ เป็นเสมือนระบบกฎหมายของตนเอง แม้ต่อมาภายหลังอเมริกาจะได้ประกาศอิสรภาพแล้วก็ตาม ก็ยังคงยึดถือระบบกฎหมาย Common Law อยู่แทบทุกรัฐ

  • Civil Law ระบบกฎหมายที่ใช้ประมวลกฎหมาย ซึ่งส่วนมากกฎหมายจะบัญญัติขึ้นโดยรัฐสภา เช่นประมวลกฎหมายแพ่ง ประมวลกฎหมายพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา เป็นต้น โดยที่ประมวลกฎหายจะมีการบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ทั่วไปให้ครอบคลุมข้อความทั้งหมดในเรื่องที่ประสงค์จะบัญญัติไว้ โดยพยายามที่จะให้ปัญหาได้ทุกปัญหาอันอาจพึงเกิดขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ระมัดระวังที่จะกล่าวไว้แต่หลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ไม่กล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อย ประมวลกฎหมาย จึงเป็นการรวบรวมกฎหมายเรื่องเดียวกันหากแต่กระจัดกระจายกันอยู่ให้มาอยู่อย่างเป็นระบบ เป็นหมวดหมู่ และวางหลักเกณฑ์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มีข้อความอ้างอิง ยึดโยงถึงกันและกัน

  • Theocratic Law เป็นกฎหมายที่ใช้หลักศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในการเขียนรัฐธรรมนูญ ส่วนมากจะพบในแถบตะวันออกกลางที่นับถือศาสนาอิสลาม เช่น ประเทศอิสราเอล

  • กฎหมายของธุรกิจระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา คือ เครื่องหมายทางการค้า ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร
*เครื่องหมายทางการค้า หรือ LOGO
*ลิขสิทธิ์ จะเกี่ยวกับการประพันธ์ การแต่ง
*สิทธิบัตร เกี่ยวกับการประดิษฐ์ การคิดค้นนวัตกรรม


มาจาก : http://www.geocities.com/toplegal2005/Intro2.htm


^_________^