วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

โครงสร้างองค์การของบริษัทข้ามชาติ

วันนี้หนูมาเรียนทันคะ :)
มาก่อนอ.เฟรสด้วยนะ!
55555+

อาจารย์จำหนูได้ป่าวคะ ที่เรานินทา น้องตุ๊ด คนนึงกัน ที่เค้าไว้จอนยาว ๆ อะคะ
55555 ^__________^

เนื้อหาที่อาจารย์สอนวันนี้ อ.เฟรสแนะนำให้พวกเราเข้า Blog ของอาจารย์เพื่อมาดูเนื้อหา/ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับข้อสอบ Final จากนั้นอาจารย์ก็พูดถึง Innovation* โดยคร่าว ๆ คะ

- นวัตกรรม หรือ Innovation นั้นอาจเกิดจาก
  • Product
  • Customer Experience เช่น Google
  • Business Model
  • Process

เริ่มเข้าสู่เนื้อหาของบทเรียน บทที่8!!!!!!

v

v

v

หรือที่เราคุ้นเคยกัน เรียกว่า "Organization Chart" ซึ่งแสดงให้เห็นถึง สายการบังคับบัญชา

**แผนผังขององค์กร สะท้อนให้เห็นถึง โครงสร้างองค์กร**

**และโครงสร้างขององค์กร สะท้อนให้เห็นถึง กลยุทธ์ขององค์กร

- อ.เฟรสยกตัวอย่าง อย่างเช่น ธุรกิจ Intell ซึ่งผลิต Ship ธุรกิจ Intell มี 11 โรงงานจากทั่วโลก ธุรกิจนี้มีการเริ่มการผลิตและหยุดการผลิตพร้อม ๆ กัน ทั้ง 11 โรงงาน เพื่อควบคุมการผลิต โดยจะผลิตตามที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น เรียกว่า Copy Exactly

- Choices of organizational design

  • กลยุทธ์บริษัท
  • ทรัพยากรของบริษัท ซึ่ง จำนวนคนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

- ทำไมการจัดโครงสร้างองค์กรจึงมีความสำคัญ เพราะมีความจำเป็นที่่จะต้องมีการจัดโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับ Hypercompetition , Ambiguous industry boundaries , Response to its environmental demands.

- รูปแบบการจัดโครงสร้างองค์กร
  1. แบ่งตามหน้าที่ --> การผลิต การเิงิน การตลอด HR เป็นต้น โดยมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี : ควบคุมง่าย ข้อเสีย : ขาดความยืดหยุ่น
  2. แบ่งตามสายผลิตภัณฑ์ --> มีผลิตภันฑ์หลากหลาย หรือ มากกว่า 2 ชนิด จึงใช้วิธีนี้้
  3. แบ่งตามพื่นที่ --> การที่กิจการมีผลิตภัณฑ์วางขายในต่างประเทศหลายประเทศ
  4. แบบผสม
  5. แบบแมทซ์ทริค --> Matrix Structure


วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

Mode of Entry


Mode of Entry


:: การเ้ข้าสู่ธุรกิจระหว่างประเทศ :: แยกออกเป็น 6 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้
  1. Exporting
  2. Turnkey Projects
  3. Licensing
  4. Franchising
  5. Joint Ventures
  6. Wholly Owned Subsidiaries

**ซึ่ง Licensing และ Franchising มี Concept คล้ายคลึงกัน แต่จะมีความแตกต่างบ้างบางประการ
  • ความเหมือน : เป็นการให้สิทธิ๋ในการผลิต
  • ความแตกต่าง : Licensing เมื่อมีการให้สิทธิ์ในการผลิตแล้ว บริษัทแม่จะไม่สนใจว่าจะมีการผลิตอย่างไร! ให้มีการจัดการเอาเอง* แต่ Franchising บริษัทแม่จะวิเคราะห์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Location หรืออะไรก็ตาม ต้องวิเคราะห์ให้แน่ใจว่าเมื่อขายสิทธิ์ในการผลิตแล้ว การขายในครั้งนี้จะไม่ขาดทุน เป็นต้น

*หนูอธิบายถูกปะคะ! ชักไม่มั่นใจ 5555 ^^

- Exporting = การส่งออกมักจะเป็นวิธีเริ่มต้นของผู้ประกอบการธุรกิจในต่างประเทศ แต่วิธีนี้จะมีข้อด้อยคือ มีค่าขนส่งสูงและอาจถูกกีดกันทางการค้าจากประเทศผู้นำเข้า รวมทั้งอาจเป็นปัญหาที่ตัวแทนจำหน่ายไม่ได้ดูแลสินค้าได้อย่างที่กิจการต้องการ

- Turnkey Projects = โครงการที่ผู้ว่าจ้างจะจัดหาผู้รับจ้างดำเนินโครงการจนแล้วเสร็จ จึงจะมีการชำระเงินค่าดำเนินโครงการ ซึ่งผู้รับจ้างอาจต้องมีหน้าที่ในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อดำเนิน โครงการด้วย รวมทั้ง ผู้ว่าจ้างต้องมีวงเงินดำเนินโครงการอ้างอิงได้ประกอบการพิจารณาโครงการ

- Licensing = เป็นกรณีที่ผู้ประกอบการ ขายสิทธิให้แก่ผู้ผลิตในตลาดท้องถิ่น ทำการผลิตสินค้าตามรูปแบบและข้อกำหนดของเจ้าของสิทธิบัตร โดยต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่เจ้าของสิทธิในเรื่องต่างๆตามที่ตกลง วิธีการนี้ เจ้าของสิทธิจะลดความเสี่ยงในการลงทุนและการบุกตลาดลงได้ แต่มีความเสี่ยงที่ผู้รับสิทธิอาจทำการลอกเลียนแบบ แล้วไปผลิตสินค้าที่คล้ายคลึงได้

- Franchising = แนวคิดนี้จะคล้ายคลึงกับการให้สิทธิบัตร แต่จะมีการควบคุมที่เข้มงวดมากกว่าเพราะมักใช้ในกรณีอุตสาหกรรมการให้บริการ เช่น โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ซ่อมรถยนต์ เป็นต้น ถ้าไม่บริหารจัดการให้ดีแล้ว อาจทำให้เสียชื่อเสียงได้

- Joint Venture = เป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ โดยการหาผู้ร่วมทุน หรือหุ้นส่วนที่เป็นคนในท้องถิ่น วิธีนี้จะได้ผลดี ถ้าระบุข้อตกลงหรือสัญญาระบุเงื่อนไขและแนวปฏิบัติต่างๆ ให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนเริ่มงานกัน มิฉะนั้นจะเกิดความขัดแย้ง และความเสี่ยงที่ผู้ร่วมทุนอาจทำการลอกเลียนแบบแล้วไปผลิตสินค้าที่คล้ายคลึงมาแข่ง

- Wholly Owned Subsidiaries = วิธีการนี้ผู้ประกอบการสามารถควบคุมกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด แต่ก็เป็นภาระทางการเงินและยังต้องรับภาระความเสี่ยงต่างๆด้วยตนเองทั้งหมด ด้วย แต่ก็รักษาความลับทางการค้าไว้ได้ และไม่ต้องแบ่งผลกำไรกับใคร

มาจาก : http://www.pantown.com

สรุป Mode of Entry แยกออกเป็น


- ช่องทางที่เกี่ยวกับการค้า เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด เช่น Exporting --> แยกเป็น ทางตรงและทางอ้อม
  • ทางตรง : ติดต่อตัวแทนด้วยตนเองในต่างชาติ
  • ทางอ้อม : ส่งผ่านตัวแทน เช่น บริษัทไทยเพรสสิเด้น -> ผลิตมาม่า -> สหพัฒน์ -> ตลาดต่างประเทศ

- ช่องทางที่มีการทำสัญญา นั่นก็คือ Licensing และ Franchising

- ช่องทางที่มีการลงทุน Joint Venture และ Wholly Owned Subsidiaries

IB Edutainment 2009


EVIAN + FRANCE



:) ________*

ผ่านพ้นไปแล้วคะ...กับงาน IB Edutainment 2009 เหนื่อยมาก ๆ แต่ก้อภูมิใจมาก ๆ ด้วยคะ

งานในครั้งนี้ำทำให้หนูได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น มิตรภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย

พูดถึงประสบการณ์อันยิ่งใหญ่!!

มีอุปสรรคมากมายในการทำงานคะอ.เฟรส กว่าจะได้ประเทศฝรั่งเศสและน้ำแร่เอเวียงมาเป็น Topic ของกลุ่มพวกเรา มันยากเย็นแสนเข็ญมาก ๆ 5555 แต่อุปสรรคเหล่านั้นก็ได้หายไปคะ กลุ่มของหนู พี่ ๆ ที่บริษัท ให้ความร่วมมือดีมาก ๆ ให้ข้อมูลทางบริษัทเพื่อใช้เป็นแนวทางในการตอบคำถามมากมาย (ถึงจะตอบผิดไปบ้างนะคะ!) 5555

พวกหนูเป็นการแสดงกลุ่มแรกเลย ไม่รู้ว่าอ.เฟรสจำได้ป่าวนะึคะ ^^
ตื่นเต้นมาก ๆ เครียดสุด ๆ กดดัน สุด ๆ ด้วยคะ
แต่พวกเราก็ทำกันเต็มที่ ถึงแม้ว่าจะเจออุปสรรคมากมายเกี่ยวกับ ความขัดข้องทางเทคนิคก็ตาม.. หากพวกหนูิผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วยนะคะ อ.เฟรส

ก่อนคืนวันงานเนี่ย พวกหนูนอนกันน้อยมาก ๆ ทุ่มเทจากใจจริงเลยนะึคะ อยากให้งานกลุ่มและงานภาค IBM ของเราออกมาดี :) ถึงแม้จะมีปัญหาบ้างก็ตาม แต่ถ้าพวกหนูไม่ได้อ.เฟรส และ อ.กู๊ดมาเป็นที่ปรึกษา ..งาน IB ในครั้งนี้คงออกมาได้ไม่ดีคะ



- ขอบคุณเพื่อน ๆ ภาค IBM กับความร่วมมือในการจัดงานครั้งนี้
- ขอบคุณอ.เฟรส และ อ.กู๊ด กับคำปรึกษา คำแนะนำ คำติชม ที่ให้กับพวกเรา และสอนพวกเราเสมอมา

^_________^

ขอบคุณค่าาาา..



ส่วนตอนนี้ ภารกิจอันยิ่งใหญ่ มาอีกแล้วคะ กับการทำรูปเล่มรายงานส่งอ.เฟรส

FIGHTING!! 5555+

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

Investment

ไม่ได้มาอัพบลอคอาจารย์เฟรสหลายอาทิตย์เลยคะ
ขอโทษด้วยนะคะ! ^^ หนูการบ้านเยอะ
แต่ตอนนี้ จะมาอัพให้ครบทุกอันเลยคะ..

เริ่มจากเมื่อ 3 อาทิตย์ที่แล้ว 555 ไม่นานไปนะคะ

แปปปปเดียวเอง :)

อาจารย์สอนเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน


- หากพูดถึง A&W ที่เป็นที่รู้จักคนไทย ในนามของร้านฟาสฟู้ดเนี่ย A&W ที่ว่าเป็นฟาสฟู้ดแห่งแรกของเมืองไทย ^^

- สำหรับห้างดังที่คนไทยรู้จักและเลือกไปจับจ่ายใช้สอย คือ Carfure! ซึ่งเป็น Retailing ที่เป็น Hypermarket เกิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส โดย Carfure ถือว่าเป็น Hypermarket ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก

*ส่วนอันดับที่ 1 คือ ห้าง Wall Mart

- ส่วนห้าง TOP เป็นเพียงแค่ Supermarket เท่านั้น.

Location เป็นหัวใจสำคัญในการลงทุน ซึ่งสามารถบอกถึง..
ยอดขาย ต้นทุน และกำไรของกิจการได้

"Where to sell and Where to produce"

v

v

v

- ขั้นตอนในการพิจารณาการลงทุนภายในประเทศ คือ
  1. Scan
  2. Detail

*ทั้ง 2 ขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนก่อนการเปรียบเทียบ ^^

- พูดถึงการ Scan การแสกนประเทศ เรียกอีกอย่างว่า "การแสกนแบบหยาบ ๆ" คือ เหมือนกับว่าเป็นการสุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งขึ้นมา เพื่อวิเคราะห์ให้เป็นแนวทางกว้าง ๆ สำหรับการลงทุน โดย การคัดเลือกประเทศที่ไม่จำเป็นทิ้งไป และ ไม่มองข้ามประเทศที่เป็นโอกาสสำหรับเรา

- ข้อมูลที่ใช้ในการ Scan (Countries Country)
  1. Opportunities
  2. Risk

- Opportunities : โอกาส
สามารถแยกออกได้เป็น 2 กรณี คือ

กรณีที่ 1 พิจารณาให้เห็นถึงยอดขายและกำไรของกิจการ

  • รายได้ต่อหัว
  • ราคา
  • ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
  • สินค้าทดแทน Subsititution : ประชากรในฮ่องกงไม่่ค่อยใช้รถ แต่หันมาใช้บริการขนส่งภายในประเทศแทน เืนื่องจาก พื้นที่ไม่เอื้ออำนวย ประชากรน้อย กฎหมายของรัฐบาลไม่เอื้ออำนวยเพราะมีการตั้งภาษีป้ายสูง และฮ่องกงมีระบบขนส่งการคมนาคมที่ดี
  • ความแตกต่างทางรายได้
  • วัฒนธรรม

กรณีที่ 2 พิจารณาให้เห็นถึงต้นทุนของกิจการ
  • แรงงานและการขนส่ง
  • สิ่งจูงใจ และข้อจำกัดของรัฐบาล
  • Caveat

- Risk : ความเสี่ยง

"เสี่ยงมาก กำไรมาก หรือ เสี่ยงน้อย กำไรน้อย"

- การเลือกความเสี่ยง
  • เป็นเรื่องของทัศนคติของแต่ละบุคคล
  • ความเสี่ยงของหนึ่งบริษัท อาจเป็นโอกาสของอีกบริษัท
  • บางครั้งความเสี่ยงที่มีไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องหลีกเลี่ยง
  • ความเสี่ยงอาจแลกเปลี่ยนมาเป็นอย่างอื่นได้

>> การเลือกทางใดทางหนึ่งไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด แต่เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับนิสัย และ ทัศนคติของผู้บริหารมากกว่า!

- ความเสี่ยงที่กิจการจำเป็นต้องศึกษาและพิจารณา คือ
  1. Political : ศึกษาจากข้อมูลอดีต สอบถามจากผู้รู้ หรือดูจากพื้นฐานสังคมและเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ
  2. Monetary : อัตราแลกเปลี่ยนทางการเงิน การเคลื่อนย้ายเงินทุน เป็นการดูข้อจำกัดของประเทศนั้น
  3. Competitive : คู่แข่งขัน
  4. ภัยธรรมชาติ

- เครื่องมือในการเลือกประเทศ

  1. Grid : การให้คะแนน ซึ่งบริษัทจะเป็นคนกำหนดเกณฑ์ในการให้คะแนน มีวิธีดังต่อไปนี้ กำหนดปัจจัย เลือกประเทศ ให้คะแนน ตัดสินใจเลือก ^______^
  2. Matrix : การวิเคราะห์ที่มีปัจจัย 2 มิติ คือ โอกาสและึความเสี่ยง

- รูปแบบในการลงทุน
  1. ภายในประเทศ
  2. ภายนอกประเทศ

*โดยสรุปแล้ว มีทั้งหมด 6 วิธี คือ
  1. Exporting
  2. Turnkey Projects
  3. Licensing
  4. Franchising
  5. Joint Ventures
  6. Wholly Owned Subsidiaries

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ไปมาม่าาาา..^^

Photobucket

เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2552

พวกเรานักศึกษา คณะบริหาร ภาค IBM

ไปดูงานที่โรงงานไทยเพรสสิเด้นฟู้ด หรือ โรงงานมาม่านั่นเอง

สนุกมาก ก ก ... 5555 แต่ตื่นเช้ามากกก เช่นกันคะอาจารย์เฟรซ



*อาจารย์จำหนูได้ป่าวคะ กล่มหนูมาสายที่สุด ตอนอยู่ที่กล้วยน้ำไทคะ
55555 อาจารย์รู้ป่าวคะ หนูรีบมากจิง ๆ เกรงใจด้วยย!!

ถึงมหาวิทยาลัยตอนตี 05.30 เลย

หนูขอโทษนะคะอาจารย์..แล้วก้อขอบคุณมาก ๆ คะที่รอพวกหนู


เมื่อรถออกเดินทาง พวกหนูก็หลับกันยาววววเลยคะ.


.

.
.
.

พอไปถึงมา่ม่า

หนูตื่นเต้นมากคะกับการเข้าไปชมโรงงาน
แต่่ก่อนหน้านั้น เราได้พบกับวิทยากรท่านนึง คือ คุณทองคำ

เป็นคนที่เฮฮา พูดแล้วไม่เบื่อ พูดเร็วมากๆ ด้วยคะ

แต่สนุก มาก ๆ .. ได้ให้ความรู้กับพวกเรามากมาย

เีกี่ยวกับ มาม่า กว่าจะมาเป็นเส้นมา่ม่าได้

ทางโรงงานได้คัดสรรสิ่งที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคอย่างแท้จริงเลยคะ



ต่อมา เราก็ไปดูกรรมวิธีการผลิตคะ
ตื่นเต้นมาก ๆ .. เพราะการผลิตของโรงงานมาม่าทันสมัย รวดเร็ว และปลอดภัยคะ


จากนั้นก็ไปทานอาหารกันที่ ร้านปะการัง

บรรยากาศดีมาก อาหารอร่อย

ขอบคุณอาจารย์เฟรสซมาก ๆ คะ..อิ่มแปร้เลย



แล้วก้อไปวัด ไหว้พระกัน แต่ดูเหมือนกลุ่มหนู จะซื้อของกิน
กันมากกว่า 5555 หิวคะ อาหารบ่ายย..


เสร็จแล้วก้อกลับบ้านนน

แต่หนูได้เม้าส์กับอาจารย์บนรถด้วยนะคะ ขากลับ ไปกล้วยน้ำไท

อาจารย์เล่าเรื่องแฟนเก่าใ้ห้ฟังด้วย
5555555555+ หนูไม่ได้เผาอาจารย์นะคะ
หนูเอามาอัพ บลีอค คะ


อิอิ


*ทริปนี้สนุกจิง ๆ คะ ขอบคุณมาก ๆ คะอาจารย์เฟรซ ^_________^

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

STATEGY

กลยุทธ์ทางธุรกิจ หมายถึง กระบวนการในการกำหนดเป้าหมายที่แน่ชัดของธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การสร้างหรือพัฒนา วิถีทางในทางปฏิบัติ ตลอดจนการระดมแลจัดสรรทรัพยากรขององค์การธุรกิจ เพื่อให้สามารถบรรลุถึงซึ่งเป้าหมาย ที่ได้ถูกกำหนดไว้ อย่างมีประสิทธิผล

http://www.novabizz.com/NovaAce/Time/Competitive_Strategy.html

1. การวิเคราะห์กลยุทธ์ในระดับนานาชาติ

- การวิเคราะห์สถานการณ์ภายนอก (External Environment Analysis) มีการวิเคราะห์ 2 แบบ
  1. PEST Analysis
  2. การวิเคราะห์ปัจจัย 5 ประการที่มีผลต่อการดำเนินงาน (The five force) ประกอบไปด้วย - การแข่งขันและคู่แข่งขัน คู่แ่ข่งขันรายใหม่ อำนาจต่อรองจากผู้ซื้อ อำนาจต่อรองของผู้จัดส่งวัตถุดิบ และสินค้าทดแทน
*เรามีความจำเป็นที่จะต้องศึกษา เนื่องจาก เราจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของอุตสาหกรรม

- การวิเคราะห์สถานการณ์ภายใน (Internal Environment Analysis) เป็นการวิเคราะห์ห่วงโซ่ความสัมพันธ์ ประกอบไปด้วย
  1. ปัจจัยพื้นฐานหลัก คือ การขนส่งปัจจัยการผลิต กระบวนการผลิต การชนส่งสินค้าสู่ผู้บริโภค การตลาด และการบริการ
  2. ปัจจัยสนับสนุน คือ ปัจจัยเกี่ยวกับสาธารณูปโภค การบริหารทัพยากรมนุษย์ การพัฒนาเทคโนโลยี และ การจัดซื้อ

2.การกำหนดกลยุทธ์ในระดับนานาชาติ แยกออกเป็น 2 แบบ คือ

- การกำหนดกลยุทธ์ระดับบริษัท (Corporate Staregy)
กลยุทธ์ขยายตัว
  1. การเจริญเติบโตจากภายใน
  2. การรวมกิจการ
  3. การเข้าซื้อกิจการต่าง ๆ อย่างเช่น การซื้อกิจการประเภทเดียวกัน การซื้อกิจการที่เกี่ยวข้อง การซื้อกิจการที่ไม่เกี่ยวข้อง และการซื้อกิจการที่มีความสัมพันธ์กับกระบวนการทางธุรกิจของกิจการ
  4. พันธมิตรธุีรกิจ
กลยุทธ์ไม่ขยายตัว หรือ กลยุทธ์ทรงตัว (Stability Staregy) มักใช้ในกรณีที่สภาพแวดล้อมภายนอกไม่มีความแน่นอน
กลยุทธ์ลดระดับการดำเนินงาน
หรือ กลยุทธ์หดตัว
  1. การลดต้นทุนเพื่อปรับประิสิทธืภาพ
  2. การขยายกิจการบางส่วน หรือ การเปลี่ยนรูปแบบกิจการ
  3. การเลิกกิจการ เป็นการขยายธุรกิจเพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ เช่น เงิน
กลยุทธ์ผสม ต้องผสมในโทนเดียวกัน ในกลยุทธ์เดียวกันเท่านั้น
- การกำหนดกลยุทธ์ระดับธุรกิจ

กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการแข่งขันในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด
  1. การเป็นผู้นำทางต้นทุน (Cost Leadership)
  2. การสร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ ทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินเพราะความแตกต่้างที่ยี่ห้ออื่นไม่มี (Differentiation)
กลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความต้องการ
  1. การสร้างความเป็นสากลให้กับผลิตภัณฑ์ (Global Product)
  2. การปรับผลิตภัณฑ์เข้าหาความต้องการของแต่ละท้องถิ่น (Responsiveness and Customize Product)

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สอบ สอบ สอบ

เมื่ออาทิดที่แล้ว วันอังคารที่ 28

มีสอบวิชาของอาจารย์เฟรซสุดสวยยย

ข้อสอบนี่ก็..

ง่ายมากกกกกกกกกกก (ประชดนะคะ) 5555

Choice 10 ข้อ ยากมาก ๆ คะอาจารย์
ส่วนอัตนัย 4 ข้อนี่
มั่วววสุด ๆ


อาจานเหนใจพวกหนูหน่อยนะคะ
5555+ :)

Choice 10 ข้อ เท่าที่หนูจำได้นะคะ

1. อาจารย์ถามเกี่ยวกับรูปภาพการศึกษาวงจรธุีกิจ
จากใหญ่ไปเล็ก..
คือ

Globalization --> Environment --> Stategy --> Operation

2. เมืองหลวงของอเมริกา แม๊กซิโก และ ออสเตรเลีย
หนูตอบได้แค่อเมริกาอะคะ*
แต่ตอนนี้ไปหาคำตอบมาแล้ว
ให้คะแนนด้วยนะคะ 555+

อเมริกา คือ วอชิงตัน ดีซี
แม๊กซิโก คือ แม็กซิโกซิตี้
ออสเตรเลีย คือ เมเบิน

3. PEST ANALYSIS เรียกอีกอย่างว่าอะไร ???

--> STEP ANALYSIS

4. สหภาพยุโรป เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจแบบใด

หนูมึนมากคะอาจารย์ หนูเลยตอบไปว่า EU
แต่คำตอบคือ..

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ปะคะ 55555+

5. ประเทศไทยมีการปกครองแบบใด และมีประเทศใดเป็นแบบอย่าง

Civil Law..ประเทศแบบอย่างคือ ประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน

6. ประเทศใดมีความเป็นโลกาภิวัฒน์มากที่สุดดดด..

ตอบว่า ประเทศเบลเยียม ค่า!

7. การรวมกลุ่มของ BRICs ประกอบไปด้วยประเทศอะไรบ้าง

:: Brazil Russia India China ::


หนูจำได้ประมานนี้นะคะอาจารย์
ที่เหลือจำไม่ได้..อาจเป็นเพราะว่าหนูทำไม่ได้อ่าคะ


สำหรับอัตนัยนี่ก้อยากแสนยากคะอาจารย์

1. ให้นักศึกษาพูดถึงผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ในด้านสังคม และ ด้านธุรกิจ
หนูพูดไรไม่ออกเลยคะ เพราะหนูำจำไปแต่ข้อดี
ข้อเสียนี่้ก็คิดสดเอาเองคะ ไม่รู้ถูกหรือป่าว..5555

2. นักศึกษามีวิธีใดในการกลืนชาติอื่นด้วยวัฒนธรรม
ข้อนี้หนูก็พอจำได้คะ เพราะอาจารย์ยกตัวอย่างให้ฟังในห้องเรียน
แต่ไม่รู้หนูจะอธิบายละเอียด หรือ อธิบายดีหรือป่าวคะ
นี่หนูยังไม่มั่นใจสักข้อเลยค่า*

3. การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และคิดว่าจะมีผลกระทบอย่างไร

4. ให้อธิบายเกี่ยวกับวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์




สอบเสดแล้วค่าาาาาา

คะแนนจะเปนไงมั่งคะเนี่ย

^^

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บทเรียนก่อนสอบกลางภาค*

เรียนวันสุดท้ายของการสอบกลางภาค

อาจานเฟรซ..หนูไปสายคะ
55555 แต่หนูก้อรีบไปสุดชีวิตแล้วนะคะ*


^_______^

แต่หนูเรียนรู้เรื่องคะ ตั้งใจมาก ก ก ก

เพราะจะสอบแล้วคะ

(มาขยันอาทิตย์สุดท้าย อิอิ) :)


.

.

วันนี้อาจารย์เฟรซสอนเกี่ยวกับ "ทฤษฎีทางการค้าระหว่างประเทศ"
ประกอบไปด้วยทั้งหมด 4 ทฤษฎีดังต่อไปนี้


ทฤษฎีการได้เปรียบสมบูรณ์
  • อดัม สมิธ ได้กล่าวไว้ เกี่ยวกับการแบ่งงานกันทำ และ ความชำนาญ
  • แต่ละประเทศมีความชำนาญในการผลิตสินค้าและการบริการต่างกัน เราควรจะให้แต่ละประเทศ ผลิตสินค้าที่ตนเองชำนาญและแลกเปลี่ยนกัน เพื่อต้นทุนที่ต่ำกว่า
  • ความได้เปรียบในการผลิตที่ประเทศหนึ่งสามารถผลิตสินค้าได้เท่ากับที่ประเทศอื่นผลิตได้ โดยใช้ปัจจัยการผลิตที่น้อยกว่า
  • เช่น ประเทศเอ กับ บี ผลิตได้ 200 เท่ากัน แต่ เอ ใช้ปัจจัยการผลิต(คน) 40 บี ใช้ปัจจัยการผลิต(คน) 20 บีได้เปรียบ
  • ในกรณีที่ใช้ปัจจัยการผลิตจำนวนเท่ากัน แต่ประเทศที่มีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์สามารถผลิตสินค้าได้จำนวนมากกว่าอีกประเทศหนึ่ง
  • เช่น ประเทศเอผลิตได้ 100 ประเทศบีผลิตได้ 200 แล้ว เอ กับ บี ใช้ปัจจัยการผลิตเท่ากัน บีได้เปรียบ


ทฤษฎีความได้เปรียบเปรียบเทียบ

  • เดวิด ริคาโด้ ได้นำแนวความคิดของ Absolute Advantage มาเพิ่มเติมว่ามีความเป็นไปได้ที่ประเทศ 1 ประเทศจะมีความได้เปรียบในการผลิตสินค้าทุกประเภท
  • และเสนอว่า ประเทศที่มีความได้เปรียบสินค้าชนิดใด ควรทำการผลิตสินค้าชนิดนั้น และซื้นสินค้าที่ตนเองไม่มีความชำนาญ
  • ทฤษฎีนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ด้วย เช่น ข้อจำกัดเกี่ยวกับค่าขนส่ง ข้อจำกัดทางการค้าระหว่างประเทศ



ทฤษฎีเฮกเชอร์-ออแลง H-O Model
  • Eli Heckscher และ Bertil Ohlin หลักการที่สำคัญ คือ ความแตกต่างทางการผลิตเกิดจากการที่แต่ละประเทศมีปัจจัยการผลิตที่ต่างกัน
  • ประเทศหนึ่ง ๆ ควรจะส่งออกสินค้าที่ตนสามารถผลิตได้โ ดยใช้ปัจจัยการผลิตที่ตนเองมีมาก (ทรัพยากรมีมาก ต้นทุนยิ่งต่ำ)
  • และควรนำเข้าสินค้า ที่ประเทศมีปัจจัยการผลิตที่น้อยหรือหาได้ยาก
  • เช่น ประเทศบังคลาเทศ มีปัจจัยการผลิตเรื่องที่ดินและแรงงานมาก จึงส่งออกสินค้าเกษตร แต่...ขาดแคลนแรงงานระดับสูงเกี่ยวกับเทคโนโลยีจึงต้องนำเข้าเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น


ทฤษฎีวงจรฃีวิคผลิตภัณฑ์

  • ทฤษฎีนี้เกิดจากการสังเกตวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ในอเมริกา อเมริกาจะผลิตสินค้าภายในประเทศโดยที่ผู้ซื้อยอมจ่ายราคาที่ตั้งไว้ จากนั้นเมื่อสินค้ามีความต้องการมากขึ้นในตลาดต่างประเทศ อเมริกาก็จะมีการส่งออกแล้วขายให้กับผู้ที่มีรายได้สูง จนกระทั่งมีความต้องการของสินค้ามากขึ้นอีก อเมริกาจึงต้องหาแหล่งผลิตที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก ๆ และส่งกลับมาขายยังอเมริกา เพื่อลดต้นทุน



วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วันที่อาจานไม่อยู่ :) 5555+

วันนี้อาจานเฟรซ ไม่มาสอนคะ

หนูเสียใจจังเลย .. อดเห็นหน้าอาจาน

แต่ไม่เปนไรคะ หนูจะอดใจรอเจออาทิตย์หน้านะคะ 555

^____________^


*ขอให้อาจานหายป่วยไวไวนะคะ!

รีบๆ กลับมาสอน สู้ ๆ คะอาจาน

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Culture

....ครั้งนี้เรียนเนื้อหาค่อนข้างเยอะคะอาจาน

แต่ก้อสนุกดีคะ! :)

เสียดายมากกกกก ๆ ๆ คะอาจานเฟรซ
เพราะเรียนแปปเดียวเอง.. 5555555
หนูพูดจิงนะคะ!!! 555555
เพราะว่า อาจานปล่อยให้พวกเราไปดูงาน BU Society* ของพี่ ๆ ปี 4 คะ
มีน้อง ๆ สนใจภาค IBM ค่อนข้างเยอะ รึป่าว..??
แต่ปีหน้า ถ้าหนูมีโอกาสได้จัดงาน
จะทำอย่างเต็มที่เลยคะ ^_______^
ไม่ให้ขายหน้าเลย..


อาจานเฟรซสอนถึง "วัฒนธรรม (Culture)"

อาจานถามขึ้นมาก่อนเลยคะ ว่า..
วัฒนธรรม หมายถึงอะไร ???

วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตหรือการดำเนินชีวิตของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหมายรวมถึงความคิด ศิลปะ วรรณคดี ดนตรี ปรัชญา ศีลธรรม จรรยา ภาษา กฎหมาย ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและสิ่งต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งได้ถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อๆมา เป็นเรื่องของการเรียนรู้จากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง

มาจาก : http://www.school.net.th/library/create-web/10000/sociology/10000-7380.html

จากนั้นอาจานถามต่อว่า วัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ??
คำตอบ! ก้อคือ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา ยุคสมัย และความก้าวหน้าเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในสมัยนั้น ๆ

ผู้ที่เป็นตัวการทำให้วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลง ก็คือ มนุษย์อย่างเรา ๆ นั่นเอง!


อาจานเฟรซให้พวกเรามองว่า ในประเทศทั่วโลก..ต่างก็มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง
โดยเกณฑ์สากลที่ใช้แบ่งวัฒนธรรม คือ ประเทศ!
แต่ละสังคมก็มีความคิด วัฒนธรรมต่างกันออกไป
สังคมหนึ่งก็มีวัฒนธรรมแบบหนึ่ง อีกสังคมหนึ่งก็มีวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่ง
ซึ่งการที่เราจะยอมรับวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ ได้
เป็นสิ่งไม่ยาก! เพียงแค่เราเปิดใจให้กว้าง และ ยอมรับมันเท่านั้นเอง*

:)



วัฒนธรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
  1. Choice
  2. Imposition
*Choice คือ วัฒนธรรมที่เราเป็นคนกำหนดเอง
*Imposition คือ วัฒนธรรมที่มีคนยัดเยียด หรือ เลือกให้


วัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไ้ด้ แยกออกเป็น 3 ประเภท
  1. Cultural Imperialism
  2. Creolization
  3. Cultural War
*Creolization หมายถึง การกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรม!

เช่น

*อันดับ 1 คือ ประเทศอเมริกา ทำโดยนำหนัง Hollywood เข้ามาในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจนเป็นที่รู้จัก ^^
*อันดับ 2 คือ ประเทศญี่ปุ่น เช่น การแต่งกายแบบ Cosplay ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นมาก
*อันดับ 3 คือ ประเทศเกาหลี เป็นการนำสื่อบันเทิงเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย และกำัลังเป็นที่ยอมรับมากกก..หนูก็เป็น 1 ในนั้นคะอาจานเฟรซ ไม่ว่าจะเป็น ซี่รีย์เกาหลี ดารา นักร้อง 55555+ KOREA FEVER

จากนั้น อาจานก็ให้จับกลุ่มคิดว่า!
ประเทศไทยเราจะใช้ิวิธี Creolization แบบใด ให้เป็นที่รู้จักของประเทศอื่น ??

กลุ่มหนูได้คิดว่า จะใช้วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับประเพณี วันสำคัญ และเทศกาลต่าง ๆ ของประเทศไทยเป็นที่ดึงดูดของชาวต่างชาติ เช่น เทศกาลสงกรานต์ วันลอยกระทง เป็นต้น โดยใช้กลยุทธ์การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทยในช่วงเทศกาล และ จะยิ่งทำให้ชาวต่างชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้นด้วย อีกทั้งยังรู้จักถึงวัฒนธรรมอันดีงามที่มีมาเก่าแก่ของไทย.. :)

องค์ประกอบของวัฒนธรรม
  1. ภาษา
  2. ศาสนา
  3. คุณค่าและทัศนคติ
  4. ประเพณี
  5. การศึกษา
  6. สถาบันทางสังคม
  7. รสนิยมทางศิลปะ
*ภาษา สิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารระหว่างกันด้วยการพูดและการเขียน แต่ละสังคมจะมีภาษาพูดและภาษาเขียนแตกต่างกันออกไป หรือแม้กระทั่งคนในสังคมเดียวกัน เชื้อชาติเดียวกันก็มีการใช้ภาษาที่แตกต่างกัน คนบางกลุ่มก็มีการสร้างภาษาขึ้นมาเอง มีการใช้และรู้ความหมายเฉพาะสมาชิกในกลุ่มเท่านั้น เช่น ภาษาของนักเล่นวิทยุสื่อสาร ภาษามือ เป็นต้น

*คุณค่าและทัศนคติ ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ที่มีผลต่อสังคม พฤติกรรม การกระทำ และปรากฎการณ์ทางสังคมว่าสิ่งใดดี หรือ สิ่งใดไม่ดี เรื่องใดถูก หรือ เรื่องใดผิด และอะไรคือสิ่งที่พึงปรารถนา หรือ ไม่พึงปรารถนา ค่านิยมหลัก ๆ ของสังคมจะมีการถ่ายทอดทั้งในคนรุ่นเดียวกัน และต่างรุ่นกันโดยใช้ระบบสัญลักษณ์ นอกจากจะเห็นค่านิยมของแต่ละสังคมจากพฤติกรรมและการกระทำของคนในสังคมแล้ว อาจเห็นค่านิยมของแต่ละสังคมที่สะท้อนออกมาในรูปของขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะ วรรณกรรม การแสดง และสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคมนั้น


มาจาก : http://www.huso.buu.ac.th/

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

IB321

วันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าห้องเรียนไม่สายคะ!


อาจานตื่นเต้นกับหนูมั๊ย ??
5555


... ^^ วันนี้อาจานก้อมุขเยอะอีกแล้วคะ


แต่ก้อดีค่า ทำให้หนูคลายเครียดไปได้ัตั้งเยอะ
กับ " มุกแป๊กกกก" ของอาจานเฟรซ :) 555


เริ่มเข้าสู้เนื้อหาคะอาจานเฟรซ

.
.


.

.


เรียนเกี่ยวกับ วงจรทางธุรกิจคะ
เมื่อคราวที่แล้วเริ่มจากวงจรทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด คือ
"
Globalization / International Business "


คราวนี้เรียนเกี่ยวกับ วงจรทางธุรกิจที่เล็กรองลงมา คือ
" Environments "


อาจานเฟรซเริ่มถามก่อนว่า
สภาพแวดล้อมภายนอก ( External Environment )
มีผลต่อการบริหารขององค์กรหรือไม่ ??




คำตอบก้อ คือ มีผลคะ! จากนั้น เพื่อน ๆ ก้อยกตัวอย่างขึ้นมา เช่น


- สภาพแวดล้อมภายนอกที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย การเมือง วัฒนธรรม เป็นต้น

แต่..มีเพื่อนบางคนตอบว่า ภูมิอากาศ และ ภูมิประเทศ


อาจานก็ได้อธิบายว่า ภูมิอากาศ และ ภูมิประเทศ มีส่วนที่ทำให้การบริหารขององค์กรมีความเปลี่ยนแปลงน้อย เพราะเป็นสิ่งที่สามารถคาดเดาได้ และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ


- สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ = หากบริษัทมีการบริหารที่ดี แต่สภาพแวดล้อมภายนอกต่าง ๆ ที่กล่าวมา..ไม่สอดคล้อง ก็จะทำให้บริาษัทย่ำแย่ได้
  • เศรษฐกิจ = วิกฤต Hamburger ของอเมริกา ซึ่งส่งผลต่อทั่วโลก
  • การเมือง = เช็คช่วยชาติ 2000 บาท เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย


International Business Environment จึงประกอบไปด้วย
  1. Politics and Law
  2. Economics
  3. Social and Culture
  4. Technology
ทั้ง 4 หัวข้อนี้เ็ป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุด เพราะ จะมีเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าที่เีรียกว่า " PEST Analysis "

จากนั้นอาจานเฟรซก้อถามว่า เรียกเป็นอย่างอื่นอีกได้มั๊ย

จิง ๆ หนูตอบได้นะคะ! แต่เพื่อนแย่งตอบไปก่อน 55555

เรียกได้อีกอย่างว่า
" STEP Analysis "




P (
Politics and Law)

นโยบายของรัฐถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อองค์กรไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
เพราะนโยบายของรัฐอาจจะส่งผลกระทบในการดำเนินงานในปัจจุบัน

เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลมีการกำหนดให้มีการพัฒนาทางด้าน IT
ดังนั้น.....ทางบริษัทจึงมีการพัฒนาผลิตโดยจะต้องผลิตสินค้าที่ใช้ Hight Technology เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสินค้า

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีส่วนช่วยบุคคล และองค์กร ให้องค์กรมีความเจริญก้าวหน้า และดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์กร และบุคคล ต่างแสดงหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยและดีที่สุดเพื่อนำมาใช้ไม่ว่าส่วนตัวหรือในองค์กร ทำให้ต้องเร่งผลิตสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ตามความต้องการและความพึงพอใจสูงสุด


มาจาก : http://gscmk0304.is.in.th/?md=content&ma=show&id=8


- Politics ประกอบไปด้วย
  1. ประชาธิปไตย หรือ เผด็จการ
  2. ความเสี่ยงทางการเืมือง
  3. กฎหมาย
- ประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองของรัฐซึ่งการบริหารอำนาจของรัฐมาจากเสียงข้างมากของประชากร

- เผด็จการ แยกออกเป็น
  • เผด็จการคอมมิวนิสต์ = ผู้นำมีอำนาจในการตัดสินใจ คือ รัฐบาล เช่น จีน พม่า เกาหลีเหนือ
  • เผด็จการศาสนา
  • เผด็จการอันเนื่องมาจากเผ่าพันธุ์ = ประเทศแทนซาเนีย ยูกานดา
  • เผด็จการขวาจัด = ประเทศเยอรมัน อิตาลี ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 1987 แต่ในปัจจุบันไม่มีแล้ว
*เผด็จการขวาจัด เป็นกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มอนุรักษ์นิยม หรือกลุ่มคติอนุรักษ์ (conservatism) ความหมายของคำว่าอนุรักษ์นิยมโดยทั่วไป หมายถึง ความยึดถือสิ่งดีงามในอดีต นัยทางปรัชญาการเมือง เปรียบ อนุรักษ์นิยม กับผู้ที่ทำหน้าที่ปกครองประเทศ โดยยึดถือในกฎเกณฑ์ ค่านิยม จารีตประเพณี ที่มีอยู่เดิมเป็นหลักในการปกครอง เป็นการคงไว้ซึ่ง วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมในอดีต ที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น

มาจาก : http://learners.in.th/blog/politic/31003

- ความเสี่ยงทางการเมือง คือ
  • ความเสี่ยงจากการโอนทรัพยากรต่าง ๆ คือ ธุรกรรมทางการเงินเกิดปัญหาไม่สามารถโอนเงินเข้าประเทศได้
  • ความเสี่ยงจากการดำเนินงาน
  • ความเสี่ยงจากอัตราส่วนความเป็นเจ้าของ
  • ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ทางการเมืองชั่วคราว
- กฎหมาย แยกออกเป็น

  • Common Law ระบบกฎหมาย ซึ่งพัฒนาขึ้นในประเทศอังกฤษ โดยศาลอังกฤษยุคต้นๆ จะเป็นผู้ชี้ว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้นตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีของท้องถิ่นมีไว้ว่าอย่างไร หรือกรณีที่ไม่มีจารีตประเพณีเช่นนั้นศาลอังกฤษก็จะเป็นผู้วางหลักเกณฑ์ขึ้นมาเอง ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้รับการยอมรับนับถือและนำมาใช้กับข้อพิพาทที่คล้ายกันที่เกิดขึ้นในภายหลัง ซึ่งศาลที่พิจารณาพิพากษาในคดีหลังๆ จำต้องยึดถือเอาตามคำพิพากษาที่ศาลอังกฤษได้วางหลักไว้แล้ว ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้รู้จักกันดีว่าเป็นการตัดสินโดยอาศัยบรรทัดฐานในคดีก่อน(Judge Made Law) ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของระบบกฎหมาย Common Law แม้แต่ในประเทศอเมริกาซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษก็ยอมรับเอาระบบกฎหมาย Common Law นี้ เป็นเสมือนระบบกฎหมายของตนเอง แม้ต่อมาภายหลังอเมริกาจะได้ประกาศอิสรภาพแล้วก็ตาม ก็ยังคงยึดถือระบบกฎหมาย Common Law อยู่แทบทุกรัฐ

  • Civil Law ระบบกฎหมายที่ใช้ประมวลกฎหมาย ซึ่งส่วนมากกฎหมายจะบัญญัติขึ้นโดยรัฐสภา เช่นประมวลกฎหมายแพ่ง ประมวลกฎหมายพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา เป็นต้น โดยที่ประมวลกฎหายจะมีการบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ทั่วไปให้ครอบคลุมข้อความทั้งหมดในเรื่องที่ประสงค์จะบัญญัติไว้ โดยพยายามที่จะให้ปัญหาได้ทุกปัญหาอันอาจพึงเกิดขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ระมัดระวังที่จะกล่าวไว้แต่หลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ไม่กล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อย ประมวลกฎหมาย จึงเป็นการรวบรวมกฎหมายเรื่องเดียวกันหากแต่กระจัดกระจายกันอยู่ให้มาอยู่อย่างเป็นระบบ เป็นหมวดหมู่ และวางหลักเกณฑ์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มีข้อความอ้างอิง ยึดโยงถึงกันและกัน

  • Theocratic Law เป็นกฎหมายที่ใช้หลักศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในการเขียนรัฐธรรมนูญ ส่วนมากจะพบในแถบตะวันออกกลางที่นับถือศาสนาอิสลาม เช่น ประเทศอิสราเอล

  • กฎหมายของธุรกิจระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา คือ เครื่องหมายทางการค้า ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร
*เครื่องหมายทางการค้า หรือ LOGO
*ลิขสิทธิ์ จะเกี่ยวกับการประพันธ์ การแต่ง
*สิทธิบัตร เกี่ยวกับการประดิษฐ์ การคิดค้นนวัตกรรม


มาจาก : http://www.geocities.com/toplegal2005/Intro2.htm


^_________^

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

IBM (Premium)*

วันนี้ อาจารย์ และ พี่ ๆ รุ่น 1 -3 จัดปฐมนิเทศให้กับน้องรุ่น 4
มันทำให้ฉันรู้สึกว่า ได้ก้าวเ้ข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
ของภาค IBM!!!

ดูยิ่งใหญ่มั๊ยคะ 55555 ^^



ดีใจมาก ๆ คะ ที่อาจารย์และพี่ ๆ ให้การต้อนรับดีมาก ๆ

^_________^


อาจารย์ก้อใจดีี พี่ ๆ ก้อเฮฮา
และก้อปลูกฝังว่าเราคือ ภาค IBM ที่พรีเมี่ยม*

วันนั้นมีเรื่องสนุกเฮฮามากมาย ...
ไม่ว่าจะเป็นการเล่าประสบการณ์ของพี่ ๆ รุ่น 1-2
การทำกิจกรรมของรุ่นพี่รุ่น 3



จากที่ฉันเห็นการทำงานของพี่ ๆ แล้ว มันทำให้ฉันนึกสนุก
ว่าอยากจะทำกิจกรรมบ้าง แต่ไม่รู้จะทำได้อย่างพี่ ๆ หรือป่าว ??
ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับอาจารย์และพี่ ๆ ด้วยนะคะ


อีกเรื่องที่น่าตื่นเต้นคือ การจับพี่รหัส ฮ่า ๆ ๆ
พี่รหัสชื่อพี่ไก่! แต่ยังไม่เคยเหนหน้าพี่เค้าเลยคะ

หวังว่าวันรับน้อง ฉันจะเจอพี่ไ่ก่นะคะ.. :)

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Globalization.

คาบเรียนที่ 2 ของอาจารย์เฟรซ ^^
ฉันตกใจมาก เพราะ อาจารย์มี Slide เป็นภาษาอังกฤษ
เพราะ ฉันรู้สึกไม่ถูกชะตา กับภาษาอังกฤษมาก
แต่พอได้ลองเรียนแล้ว ก้อรู้ว่า...อาจารย์เฟรซ สอนได้เข้าใจ และละเอียดมากคะ


*จนบางครั้งอาจารย์ก้อมักจะนอกเรื่องบ่อย ๆ 5555




เข้าสู่เนื้อหาของบทเรียน! : )

สำหรับบทนี้!
จะมีการเรียนการสอนจาก Maxcro ไป Lotus!
(มุกอาจานเฟรซคะ) 555

Maxcro ไปยัง Micro โดยเริ่มจากการศึกษาวงจรที่ใหญ่ที่สุด ไปยัง วงจรที่เล็ก ตามลำดับลงมา...
  1. Globalization / International Business
  2. Environments
  3. Statedies
  4. Operation

- International Business เป็นการดำเนินธุรกิจที่สามารถแยกออกเป็น 2 ประเภทได้ คือ

  1. ธุรกิจที่หวังผลกำไร : มักจะเห็นเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน
  2. ธุรกิจที่ไม่หวังผลกำไร : เช่น UNICEF เป็นต้น

*แต่การดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราจำเป็นจะต้องศึกษาถึง ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศนั้นด้วย..

- Globalization หมายถึง ผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันแสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลก "

โลกาภิวัตน์ (Globalization) หมายถึงกระบวนการที่ประชากรของโลกถูกหลอมรวมกลายเป็นสังคมเดี่ยว กระบวนการนี้เกิดจากแรงของอิทธิพลร่วมทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม-วัฒนธรรม และการเมือง

มาจาก :
http://th.wikipedia.org/

ในความคิดของฉัน คำว่า โลกาภิวัฒน์ ฟังแล้วมันเป็นคำที่ยิ่งใหญ่มาก!
จากการศึกษา ฉันจึงคิดว่า ....
Globalization หมายถึง ทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีและการสื่อสาร สังคม วัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ไหลเคลื่อนมารวมตัวกันจนทำให้เกิดสังคมเดียวกัน ไม่รู้ว่าถูกป่าวนะคะอาจารย์เฟรซ


พิมเอง แล้วก้อ งง เองคะ 555 ^^

- ปัจจัยที่ผลักดันให้โลกาภิวัฒน์ไหลเคลื่อนมารวมตัวกัน คือ

  1. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เรื่องการสื่อสารและการขนส่ง : มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจึงทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น
  2. การเปิดเสรีทางการค้า และ การเคลื่อนย้ายสินค้า : การค้าอย่างเสรี ทำให้มีผู้ลงทุนให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมากขึ้น
  3. แรงกดดันจากผู้บริโภค ส่งผลให้การแข่งขันเพิ่มสูงขึ้นด้วย
  4. การพัฒนาการบริการ
  5. การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมืองและการปกครอง
  6. การขยายความร่วมมือในองค์กรระหว่างประเทศ

คำถามที่อาจารย์ถามนะคะ

ประเทศใด ???? หากวัดค่าความเป็นโลกาภิวัฒน์แล้วมีค่ามากที่สุดและน้อยที่สุด คือ ?

การวัดค่าความเป็นโลกาภิวัฒน์ เป็นการวัดว่าประเทศใดมีความเป็นโลกาภิวัฒน์มาก!...ตัวชี้วัดก็อย่างเช่น เงินลงทุน สินค้าเข้า-ออก เป็นต้น

ตอบบบ...^^ มากที่สุดคือประเทศเบลเยียม และ น้อยที่สุดคือประเทศพม่า

ถูกใช่มั๊ยคะอาจารย์ :D

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เปิดเทอม :)

วันนี้เป็นวันที่ 5 ของการเปิดเทอม ฉันไปเข้าเรียนวิชา IB321 สาย...
เพราะว่าฉันต้องนั่งรถจากกล้วยน้ำไท มาเรียนต่อที่รังสิต :(
เป็นอีกวันนึงที่ฉันเหนื่อยกับการเดินทางมาก

เมื่อเดินเข้าห้องเรียน อาจารย์ก็สั่งให้ เขียน My profile ของตัวเอง
และ..ไปทำความรู้จักกับเพื่อน ๆ ในห้อง อาจารย์ได้สอนให้เราได้รู้จักอีกมุมหนึ่งของเพื่อน ๆ และได้รู้จักกันมากขึ้น ^^


ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนที่เกี่ยวเนื่องกับ "การดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ" ... .
เช่น หากเรามีธุรกิจส่วนตัว และมีความจำเป็นที่จะต้องทำธุรกิจร่วมกับผู้อื่น ก็จะทำให้สามารถติดต่อกันได้ง่ายขึ้นและสะดวก เป็นต้น


เปิดเรียนมาคาบแรก มันทำให้ฉันรู้สึกว่า วิชานี้น่าจะเป็นวิชาที่สนุก รึป่าว ? 555 คงต้องรอดูต่อไปในคาบเรียนหน้าคะ*